วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

ระบบอินเทอร์เน็ต และอินทราเน็ต

     อินเทอร์เน็ต คืออะไร
      อินเทอร์เน็ต(Internet) คือ เครือข่ายนานาชาติ ที่เกิดจากเครือข่ายขนาดเล็กมากมาย รวมเป็นเครือข่ายเดียวทั้งโลก หรือเครือข่ายสื่อสาร ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ที่ต้องการเข้ามาในเครือข่าย สำหรับคำว่า internet หากแยกศัพท์จะได้มา 2 คำ คือ คำว่า Inter และคำว่า net ซึ่ง Inter หมายถึงระหว่าง หรือท่ามกลาง และคำว่า Net มาจากคำว่า Network หรือเครือข่าย เมื่อนำความหมายของทั้ง 2 คำมารวมกัน จึงแปลว่า การเชื่อมต่อกันระหว่างเครือข่าย
        IP (Internet protocal) Address
        คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อกันใน internet ต้องมี IP ประจำเครื่อง ซึ่ง IP นี้มีผู้รับผิดชอบคือ IANA (Internet assigned number authority) ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่ควบคุมดูแล IPV4 ทั่วโลก เป็น Public address ที่ไม่ซ้ำกันเลยในโลกใบนี้ การดูแลจะแยกออกไปตามภูมิภาคต่าง ๆ สำหรับทวีปเอเชียคือ APNIC (Asia pacific network information center) แต่การขอ IP address ตรง ๆ จาก APNIC ดูจะไม่เหมาะนัก เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เชื่อมต่อด้วย Router ซึ่งทำหน้าที่บอกเส้นทาง
        ถ้าท่านมีเครือข่ายของตนเองที่ต้องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ก็ควรขอ IP address จาก ISP (Internet Service Provider) เพื่อขอเชื่อมต่อเครือข่ายผ่าน ISP และผู้ให้บริการก็จะคิดค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อตามความเร็วที่ท่านต้องการ เรียกว่า Bandwidth เช่น 2 Mbps แต่ถ้าท่านอยู่ตามบ้าน และใช้สายโทรศัพท์พื้นฐาน ก็จะได้ความเร็วในปัจจุบันไม่เกิน 56 Kbps ซึ่งเป็น speed ของ MODEM ในปัจจุบัน
        IP address คือเลข 4 ชุด หรือ 4 Byte เช่น 203.158.197.2 หรือ 202.29.78.12 เป็นต้น แต่ถ้าเป็นสถาบันการศึกษาโดยทั่วไปจะได้ IP มา 1 Class C เพื่อแจกจ่ายให้กับ Host ในองค์กรได้ใช้ IP จริงได้ถึง 254 เครื่อง เช่น 203.159.197.0 ถึง 203.159.197.255 แต่ IP แรก และ IP สุดท้ายจะไม่ถูกนำมาใช้ จึงเหลือ IP ให้ใช้ได้จริงเพียง 254 หมายเลข 1 Class C หมายถึง Subnet mask เป็น 255.255.255.0 และแจก IP จริงในองค์กรได้สูงสุด 254 1 Class B หมายถึง Subnet mask เป็น 255.255.0.0 และแจก IP จริงในองค์กรได้สูงสุด 66,534 1 Class A หมายถึง Subnet mask เป็น 255.0.0.0 และแจก IP จริงในองค์กรได้สูงสุด 16,777,214
    2.2 ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต
      2.2.1 เป็นแหล่งข้อมูลที่ลึก และกว้าง เพราะข้อมูลถูกสร้างได้ง่าย แม้นักเรียน หรือผู้สูงอายุก็สร้างได้ 2.2.2 เป็นแหล่งรับ หรือส่งข่าวสาร ได้หลายรูปแบบ เช่น mail, board, icq, irc, sms หรือ web เป็นต้น 2.2.3 เป็นแหล่งให้ความบันเทิง เช่น เกม ภาพยนตร์ ข่าว หรือห้องสะสมภาพ เป็นต้น 2.2.4 เป็นช่องทางสำหรับทำธุรกิจ สะดวกทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย เช่น e-commerce หรือบริการโอนเงิน เป็นต้น 2.2.5 ใช้แทน หรือเสริมสื่อที่ใช้ติดต่อสื่อสาร ในปัจจุบัน โดยเสียค่าใช้จ่าย และเวลาที่ลดลง 2.2.6 เป็นช่องทางสำหรับประชาสัมพันธ์สินค้า บริการ หรือองค์กร
    2.3 ประวัติความเป็นมา
      2.3.1 ประวัติในระดับนานาชาติ
      - อินเทอร์เน็ต เป็นโครงการของ ARPAnet(Advanced Research Projects Agency Network) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สังกัด กระทรวงกลาโหม ของสหรัฐ (U.S.Department of Defense - DoD) ถูกก่อตั้งเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2503(ค.ศ.1960)
      - พ.ศ.2512(ค.ศ.1969) ARPA ได้รับทุนสนันสนุน จากหลายฝ่าย ซึ่งหนึ่งในผู้สนับสนุนก็คือ Edward Kenedy และเปลี่ยนชื่อจาก ARPA เป็น DARPA(Defense Advanced Research Projects Agency) พร้อมเปลี่ยนแปลงนโยบายบางอย่าง และในปีพ.ศ.2512 นี้เองได้ทดลองการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์จาก 4 แห่งเข้าหากันเป็นครั้งแรก คือ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ลองแอนเจลิส สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ซานตาบาร์บารา และมหาวิทยาลัยยูทาห์ เครือข่ายทดลองประสบความสำเร็จอย่างมาก ดังนั้นในปีพ.ศ.2518(ค.ศ.1975) จึงเปลี่ยนจากเครือข่ายทดลอง เป็นเครือข่ายใช้งานจริง ซึ่ง DARPA ได้โอนหน้าที่รับผิดชอบให้แก่ หน่วยงานการสื่อสารของกองทัพสหรัฐ(Defense Communications Agency - ปัจจุบันคือ Defense Informations Systems Agency) แต่ในปัจจุบัน Internet มีคณะทำงานที่รับผิดชอบบริหารเครือข่ายโดยรวม เช่น ISOC (Internet Society) ดูแลวัตถุประสงค์หลัก IAB(Internet Architecture Board) พิจารณาอนุมัติมาตรฐานใหม่ใน Internet IETF(Internet Engineering Task Force) พัฒนามาตรฐานที่ใช้กับ Internet ซึ่งเป็นการทำงานโดยอาสาสมัคร ทั้งสิ้น
      - พ.ศ.2526(ค.ศ.1983) DARPA ตัดสินใจนำ TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) มาใช้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบ ทำให้เป็นมาตรฐานของวิธีการติดต่อ ในระบบเครือข่าย Internet จนกระทั่งปัจจุบัน จึงสังเกตได้ว่า ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่จะต่อ internet ได้จะต้องเพิ่ม TCP/IP ลงไปเสมอ เพราะ TCP/IP คือข้อกำหนดที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทั่วโลก ทุก platform และสื่อสารกันได้ถูกต้อง
      - การกำหนดชื่อโดเมน(Domain Name System) มีขึ้นเมื่อ พ.ศ.2529(ค.ศ.1986) เพื่อสร้างฐานข้อมูลแบบกระจาย(Distribution database) อยู่ในแต่ละเครือข่าย และให้ ISP(Internet Service Provider) ช่วยจัดทำฐานข้อมูลของตนเอง จึงไม่จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์ เหมือนแต่ก่อน เช่น การเรียกเว็บ www.yonok.ac.th จะไปที่ตรวจสอบว่ามีชื่อนี้ หรือไม่ ที่ www.thnic.co.th ซึ่งมีฐานข้อมูลของเว็บที่ลงท้ายด้วย th ทั้งหมด เป็นต้น
      - DARPA ได้ทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลระบบ internet เรื่อยมาจนถึง พ.ศ.2533(ค.ศ.1990) และให้ มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ(National Science Foundation - NSF) เข้ามาดูแลแทนร่วม กับอีกหลายหน่วยงาน
      - ในความเป็นจริง ไม่มีใครเป็นเจ้าของ internet และไม่มีใครมีสิทธิขาดแต่เพียงผู้เดียว ในการกำหนดมาตรฐานใหม่ต่าง ๆ ผู้ตัดสินว่าสิ่งไหนดี มาตรฐานไหนจะได้รับการยอมรับ คือ ผู้ใช้ ที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ที่ได้ทดลองใช้มาตรฐานเหล่านั้น และจะใช้ต่อไปหรือไม่เท่านั้น ส่วนมาตรฐานเดิมที่เป็นพื้นฐานของระบบ เช่น TCP/IP หรือ Domain name ก็จะต้องยึดตามนั้นต่อไป เพราะ Internet เป็นระบบกระจายฐานข้อมูล การจะเปลี่ยนแปลงระบบพื้นฐาน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก 2.3.2 ประวัติความเป็นมาอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย
      - อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย เริ่มต้นเมื่อปีพ.ศ.2530(ค.ศ.1987) โดยการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ระหว่างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(http://www.psu.ac.th)และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (http://www.ait.ac.th) ไปยังมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย(http://www.unimelb.edu.au) แต่ครั้งนั้นยังเป็นการเชื่อมต่อโดยผ่านสายโทรศัพท์ (Dial-up line) ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้ช้า และไม่เสถียร จนกระทั่ง ธันวาคม ปีพ.ศ.2535 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(NECTEC) ได้ทำการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย 6 แห่ง เข้าด้วยกัน (Chula, Thammasat, AIT, Prince of Songkla, Kasetsart and NECTEC) โดยเรียกเครือข่ายนี้ว่า ไทยสาร(http://www.thaisarn.net.th) และขยายออกไปในวงการศึกษา หรือไม่ก็การวิจัย การขยายตัวเป็นไปอย่างต่อเนื่องจนเดือนกันยายน ปี พ.ศ.2537 มีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมถึง 27 สถาบัน และความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตของเอกชนมีมากขึ้น การสื่อสารแห่งประเทศไทย (http://www.cat.or.th) เปิดโอกาสให้ภาคเอกชน สามารถเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP - Internet Service Provider) และเปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไป สามารถเชื่อมต่อ Internet ผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย
      What is internet? (จาก doothai.com โดย สมฤดี บุญช่วยชู)
      อินเตอร์เน็ต (Internet) เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์หลายล้านเครื่องทั่วโลกเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายเดียว (Global Network) ที่รวมผู้ใช้กว่า 60 ล้านคน เพื่อประกอบกิจกรรมหลากหลายตั้งแต่ การพูดคุย การสื่อสารข้อมูล การแลกเปลี่ยนข่าวสารความรู้ การค้าขายแบบอิเล็กทรอนิกส์ การศึกษาทางไกล ฯลฯ เมื่อครั้งที่อินเตอร์เน็ตถือกำเนิดขึ้นนั้น ไม่มีใครเคยคาดคิดว่ามันจะกลายมาเป็นเครือข่ายที่มีบทบาทกับวิถีชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบัน จนถึงขนาดที่กำลังจะปฏิวัติวิธีการดำเนินชีวิตของประชากรโลกในศตวรรษหน้า กล่าวคือเมื่อ 20 ปีก่อน กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้มีมติด่วนให้พัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีชื่อว่า ARPANET จุดมุ่งหมายคือให้เป็นเครือข่ายที่มีความเชื่อถือได้สูง สามารถที่จะทำงานได้แม้ภายหลังที่อเมริกาถูกถล่มโดยอาวุธนิวเคลียร์ ดังนั้นเทคโนโลยีที่ใช้เชื่อมเครือข่าย ต้องมีความสามารถที่จะทำงานกับโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่เหลือจากการทำลายของอาวุธนิวเคลียร์ เช่น หากโครงข่ายโทรศัพท์ และ เคเบิลถูกทำลายในบางพื้นที่ เครือข่ายจะยังคงทำงานได้โดยการสลับมาใช้โครงข่ายอื่น เช่น โครงข่ายดาวเทียม หรือวิทยุ เป็นต้น นอกจากนั้นเทคโนโลยีดังกล่าวต้องมีความสามารถในการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างประเภท และต่างรุ่นที่มีอยู่ทั่วไปตามฐานทัพต่าง ๆ
      ในครั้งนั้นการพัฒนาเครือข่าย ARPANET ได้กระทำร่วมกันระหว่างกระทรวงกลาโหม กับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวมทั้งหน่วยงานสำคัญ ๆ เช่นองค์การ NASA ทำให้ ARPANET เริ่มเติบโตโดยเริ่มมีการใช้งานมากขึ้นสำหรับการศึกษาและการวิจัย ถึงแม้จะเริ่มมีการพัฒนาเครือข่ายอื่น ๆ เช่น DECNET และ BITNET ขึ้นมาเป็นคู่แข่ง แต่เพราะข้อดีของ ARPANET ที่เป็นระบบเปิดที่ใช้โปรโตคอลแบบ TCP/IP ทำให้ไม่จำกัดกับเครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือ โครงข่ายเชื่อม (Physical Links) แบบใดแบบหนึ่ง ทำให้มันเอาชนะคู่แข่งและกลายมาเป็นตัวเชื่อมเครือข่ายอื่น ๆ ที่เข้ากันไม่ได้ ให้สามารถคุยกันรู้เรื่อง ด้วยเหตุนี้ทำให้ ARPANET ถูกพัฒนามาเป็นเครือข่ายของเครือข่าย หรือ อินเตอร์เน็ต (internet) ในที่สุด ข้อดีของการที่เป็นระบบเปิด คือ สามารถใช้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อได้หลายแบบทั้ง ไมโครเวพ ดาวเทียม โทรศัพท์ เคเบิล ใยแก้วนำแสง หรือแม้แต่ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ และสามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แบบใดก็ได้ รวมทั้งยังบริหารง่ายคือ ผู้ใช้ออกค่าใช้จ่ายเฉพาะส่วนของตน ทำให้อินเตอร์เน็ตขยายตัวง่ายในขณะที่ความซับซ้อนของงานไม่เพิ่มขึ้นเท่าไรนัก ความง่ายในการขยายเครือข่ายและการใช้งาน ได้ทำให้อินเตอร์เน็ตเริ่มได้รับความนิยมนอกประเทศสหรัฐอเมริกา จนกลายมาเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงทั่วโลก

      สมฤดี บุญช่วยชู
      http://www.doothai.com
      TCP/IP กับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
      เครื่องคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต สื่อสารระหว่างกันโดยใช้ Transmission Control Protocol (TCP) และ Internet Protocol (IP) รวมเรียกว่า TCP/IP ข้อมูลที่ส่งจะถูกตัดออกเป็นส่วนๆ เรียก packet แล้วจ่าหน้าไปยังผู้รับด้วยการกำหนด IP Address เช่น สมมติเราส่ง e-mail ไปหาใครสักคน e-mail ของเราจะถูกตัดออกเป็น packet ขนาดเล็กๆ หลายๆ อัน ซึ่งแต่ละอันจะจ่าหน้าถึงผู้รับเดียวกัน packets พวกนี้ก็จะวิ่งไปรวมกับ packets ของคนอื่นๆ ด้วย ทำให้ในสายของข้อมูล packets ของเราอาจจะไม่ได้เรียงติดกัน packets พวกนี้จะวิ่งผ่าน ชุมทาง (gateway) ต่างๆ โดยตัว gateway (อาจเรียก router) จะอ่านที่อยู่ที่จ่าหน้า แล้วจะบอกทิศทางที่ไปของแต่ละ packet ว่าจะวิ่งไปในทิศทางไหน packet ก็จะวิ่งไปตามทิศทางนั้น เมื่อไปถึง gateway ใหม่ก็จะถูกกำหนดเส้นทางให้วิ่งไปยัง gateway ใหม่ที่อยู่ถัดไป จนกว่าจะถึงเครื่องปลายทาง เช่นเราติดต่อกับเครื่องในอเมริกา อาจจะต้องผ่าน gateway ถึง 10 แห่ง เมื่อ packet วิ่งมาถึงปลายทางแล้ว เครื่องปลายทางก็จะเอา packets เหล่านั้นมาเก็บสะสมจนกว่าจะครบ จึงจะต่อกลับคืนให้เป็น e-mail

      TCP/IP ตัดข้อมูลออกเป็น packet เล็กๆ ส่งไปบนสายส่งข้อมูลที่ไปถึงปลายทางถูกจับมารวมกันอีกครั้ง
      การที่ข้อมูลมีลักษณะเป็น packet ทำให้ในสายสื่อสารสามารถที่จะ ขนส่งข้อมูลโดยไม่ต้องจอง (occupies) สายไว้สายจึงสามารถใช้ร่วมกันกับข้อมูลที่ส่งจากเครื่องอื่นได้ ต่างจากโทรศัพท์ที่ขณะใช้งาน จะไม่มีใครใช้สายได้ ดังตัวอย่างในรูปข้าล่างนี้ เครื่องคอมพิวเตอร์ A และ C สื่อสารกันด้วย packet สีดำ ซึ่งใช้สายร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ซึ่ง packet ดังกล่าวอาจจะเป็นสัญญาณเสียง (เช่น Internet Phone) ซึ่งเมื่อ packet เดินทางมาถึงก็จะถูกจับมารวมกันให้เป็นเสียงของการพูดคุย ไม่เหมือนโทรศัพท์แบบปรกติ ที่ขณะใช้งานสาย จะไม่สามารถนำไปทำงานอื่น ๆ ได้อีก
    2.4 อินทราเน็ตคืออะไร
      อินทราเน็ต(Intranet) คือ ระบบเครือข่ายภายในองค์กร เป็นบริการ และการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เหมือนกันอินเทอร์เน็ต แต่จะเปิดให้ใช้เฉพาะสมาชิกในองค์กรเท่านั้น เช่น อินทราเน็ตของธนาคารแต่ละแห่ง หรือระบบเครือข่ายมหาดไทย ที่เชื่อมศาลากลางทั่วประเทศ เป็นต้น เป็นการสร้างระบบบริการข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเปิดบริการคล้ายกับอินเทอร์เน็ตเกือบทุกอย่าง แต่ยอมให้เข้าถึงได้เฉพาะคนในองค์กรเท่านั้น เป็นการจำกัดขอบเขตการใช้งาน ดังนั้นระบบอินเทอร์เน็ตในองค์กร ก็คือ "อินทราเน็ต" นั่นเอง แต่ในช่วงที่ชื่อนี้ยังไม่เป็นที่นิยม ระบบอินทราเน็ต ถูกเรียกในหลายชื่อ เช่น Campus network, Local internet, Enterprise network เป็นต้น อินทราเน็ตคืออะไร (จาก doothai.com)
      ในยุคที่อินเตอร์เน็ตขยายตัวอย่างต่อเนื่อง บริษัทธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ เริ่มหันมาใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ต ในการโฆษณา การขายหรือเลือกซื้อสินค้าและชำระเงินผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ในขณะที่องค์กรบางแห่งที่ไม่มุ่งเน้นการบริการข้อมูลอินเตอร์เน็ตระหว่างเครือข่าย ภายนอก แต่จัดสร้างระบบบริการข้อมูลข่าวสารภายในองค์กรและเปิดให้บริการในรูปแบบเดียวกับที่มีอยู่ในโลก ของอินเตอร์เน็ตจริง ๆ โดยมีเป้าหมายให้บริการแก่บุคลากร ในองค์กร จึงก่อให้เกิดระบบอินเตอร์เน็ตภายในองค์กร เรียกว่า "เครือข่ายอินทราเน็ต (Intranet)" เครือข่ายอินทราเน็ตนั้น เริ่มเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในปี พ.ศ.2539 แต่แท้ที่จริงแล้วได้มีผู้ริเริ่มพูดถึงชื่อนี้ตั้งแต่ สี่ปีก่อนหน้าแล้ว หลังจากนั้นระบบอินทราเน็ตจึงได้ได้รับความนิยมมากขึ้น ในยุคแรก ๆ ระบบนี้มีชื่อเรียกกันหลายชื่อ เช่น แคมปัสเน็ตเวิร์ก (Campus Network) โลคัลอินเตอร์เน็ต (Local Internet) เอนเตอร์ไพรท์เน็ตเวิร์ก (Enterprise Network) เป็นต้น แต่ที่รู้จักกันมากที่สุดคือชื่อ อินทราเน็ต ชื่อนี้จึงกลายเป็นชื่อยอดนิยมและใช้มาจนถึงปัจจุบัน
      กล่าวได้ว่าการใช้งานอินทราเน็ต ก็คือ การใช้งานของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตโดยจำกัดขอบเขตการใช้งาน ส่วนใหญ่อยู่เฉพาะภายในเครือข่ายของหน่วยงานเท่านั้น และนอกจากนี้ระบบ อินทราเน็ตยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตได้เช่นกัน ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานอินทราเน็ตสามารถใช้ทั้งอินทราเน็ตและอินเตอร์เน็ตไปพร้อม ๆ กันได้ โดยทั่วไปอินทราเน็ตจะไม่เน้นการเชื่อมต่อไปสู่อินเตอร์เน็ตภายนอก เพื่อสืบค้นหรือใช้ประโยชน์จากข้อมูลภายนอก หากแต่มุ่งหวังที่จะจัดเตรียมข้อมูลและสารสนเทศภายในองค์กร ด้วยการจัดเตรียมคอมพิวเตอร์ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องแม่ข่ายที่ให้บริการข้อมูลในรูปแบบเดียวกับที่ใช้งานในอินเตอร์เน็ต และขยายเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไปถึงบุคลากรทุกหน่วยงาน ให้สามารถ เรียกค้นข้อมูลและสื่อสารถึงกันได้ รูปแบบสำคัญที่มีในอินทราเน็ต คือ การใช้ระบบเวบเป็นศูนย์บริการข้อมูลและข่าวสารภายใน สามารถให้ข้อมูลได้ทั้งข้อความ เสียง ภาพนิ่ง หรือภาพเคลื่อน ไหวและเป็นเครื่องมือที่ง่ายต่อการใช้งาน โดยได้ผนวกบริการข้อมูลอื่นรวมไว้ในตัวเช่น จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การถ่ายโอนย้ายแฟ้มข้อมูล หรือกระดานข่าว เป็นต้น
      อินทราเน็ตจะช่วยปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเอกสารจากเดิมใช้วิธีทำสำเนาแจกจ่าย ไม่ว่าจะเป็นข่าว ประกาศ รายงาน สมุดโทรศัพท์ภายใน ข้อมูลบุคลากร มาจัดทำให้อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ แทน ผู้ใช้สามารถเรียกค้น ข้อมูลข่าวสารได้เมื่อต้องการ การประยุกต์ใช้อินทราเน็ตในหน่วยงานถือเป็นการปฏิรูปในองค์กรและก่อให้เกิดผลกระทบต่อกระบวนการและขั้นตอนการทำงานทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ช่วยให้การดำเนินงานเป็น ไปได้อย่างคล่องตัว และลดค่าใช้จ่ายลงได้อย่างมาก หากมีการวางแผนงานและเทคโนโลยีที่เหมาะสมก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กรให้สูงขึ้น เครือข่ายอินทราเน็ตที่ถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันโดยติดต่อกันผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนั้น เรียกว่าเครือข่ายเอ็กซ์ทราเน็ต (Extranet) เครือข่ายเอ็กซ์ทราเน็ตสามารถมองเป็นส่วนหนึ่งของ เครือข่ายอินทราเน็ตที่สามารถติดต่อ ออกไปหน่วยงานต่าง ๆ นอกองค์กรได้ การที่ใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ตเพื่อติดต่อกันแทนที่จะติดต่อกันโดยตรงระหว่างเครือข่ายอินทราเน็ตนั้นทำให้ประหยัด ค่าใช้จ่าย และสามารถใช้ข้อดีของบริการบนอินเตอร์เน็ตและอินทราเน็ตได้มีประโยชน์สูงสุด ประโยชน์อินทราเน็ต (จาก doothai.com)
      ประโยชน์ของการนำอินทราเน็ตเข้ามาประยุกต์ใช้ในหน่วยงาน สามารถสรุปได้ดังนี้
      1. การสื่อสารเป็นแบบสากล ผู้ใช้ระบบอินทราเน็ตสามารถส่งข่าวสารในรูปของ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นมาตรฐานสากลระหว่างผู้ร่วมงานภายในหน่วยงานและผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งอยู่ภายนอกหน่วยงานได้
      2. อินทราเน็ตใช้มาตรฐานเครือข่าย และโปรแกรมประยุกต์ได้เช่นเดียวกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีใช้อย่างแพร่หลาย และผ่านการยอมรับให้เป็นมาตรฐานตามความนิยมไปโดยปริยาย โดยมีทั้งผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ให้เลือกใช้ได้หลากหลาย
      3. การลงทุนต่ำ ด้วยความต้องการด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์คล้ายคลึงกับที่ใช้ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตซึ่งมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกมากมายและราคาต่ำ จึงทำให้ค่าใช้จ่ายการวางระบบเครือข่ายต่ำกว่าเมื่อเทียบกับ ค่าใช้จ่ายที่ต้องลงทุนกับระบบอื่น ๆ
      4. ความน่าเชื่อถือ เทคโนโลยีที่ใช้นั้นได้ผ่านการทดลองใช้และปรับปรุง จนกระทั่งอยู่ในสถานภาพที่มีความเชื่อถือได้สูง
      5. สมรรถนะ สามารถสื่อสารข้อมูลรองรับการส่งข้อมูลที่ประกอบด้วย ข้อความ ภาพและเสียงได้
      ในปัจจุบัน บริษัทธุรกิจชั้นนำในประเทศต่าง ๆ ได้นำเทคโนโลยีอินทราเน็ตมาประยุกต์ใช้ในองค์กรกันอย่างแพร่หลาย สำหรับอินทราเน็ตในประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเริ่มต้น และการขยายแนวความคิดให้กับผู้บริหารองค์กร อีกทั้งองค์กรหลายแห่งยังคงไม่พร้อมทั้งด้านงบประมาณ และบุคลากรที่จะเชื่อมโยงสู่อินเตอร์เน็ตอย่างแท้จริง อินทราเน็ตจึงเป็นช่องทางในการพัฒนาและเตรียมความพร้อมในระยะแรก แต่ก็มีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก

วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2554

ประโยชน์และโทษของอินเตอร์เน๊ต

ประโยชน์และโทษของอินเทอร์เน็ต  
         ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต (ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ : NECTEC) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ดังนี้
          -     สามารถใช้เป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลด้านการบันเทิง ด้านการแพทย์และอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
          -     ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะทำหน้าที่เสมือนเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่
          -     นักศึกษาในมหาวิทยาลัย สามารถใช้อินเทอร์เน็ต ติดต่อกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ เพื่อค้นหาข้อมูลที่กำลังศึกษาอยู่ได้ ทั้งที่ข้อมูลเป็นข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ เป็นต้น
          -     ค้นหาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ
          -     สามารถซื้อขายสินค้าผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
        -     ผู้ใช้ที่เป็นบริษัทหรือองค์กรต่างๆก็สามารถเปิดให้บริการและสนับสนุนลูกค้าของ ตนผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ เช่น การให้คำแนะนำ สอบถามปัญหาต่างๆ ให้แก่ลูกค้า แจกจ่ายตัวโปรแกรมทดลองใช้ (Shareware) หรือโปรแกรมแจกฟรี (Freeware) เป็นต้น
          -     การพักผ่อนหย่อนใจ สันทนาการ เช่น การค้นหาวารสารต่างๆ ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า Magazine Online รวมทั้งหนังสือพิมพ์และข่าวสารอื่นๆ โดยมีภาพประกอบที่จอคอมพิวเตอร์เหมือนกับวารสาร ตามร้านหนังสือทั่วๆ ไป
          -     สามารถฟังวิทยุผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้
         -     สามารถดึงข้อมูล (Download) ภาพยนตร์ตัวอย่างทั้งภาพยนตร์ใหม่และเก่ามาดูได้  
          โทษของอินเทอร์เน็ต 
1. โรคติดอินเทอร์เน็ต (Webaholic) อาการของโรคติดอินเทอร์เน็ต มีดังนี้
          -     รู้สึกหมกมุ่นกับอินเทอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อกับอินเทอร์เน็ต
          -     มีความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้น
          -     ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตได้
          -     รู้สึกหงุดหงิดเมื่อต้องใช้อินเทอร์เน็ตน้อยลงหรือหยุดใช้
          -     ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นวิธีในการหลีกเลี่ยงปัญหาหรือคิดว่าการใช้อินเทอร์เน็ตทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น
          -     หลอกคนในครอบครัวหรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตของตัวเอง
       -     การใช้อินเทอร์เน็ตทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญเสียงาน การเรียนและความสัมพันธ์ยังใช้อินเทอร์เน็ตถึงแม้ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก
          -     มีอาการผิดปกติ อย่างเช่น หดหู่ กระวนกระวายเมื่อเลิกใช้อินเทอร์เน็ต
          -     ใช้เวลาในการใช้อินเทอร์เน็ตนานกว่าที่ตัวเองตั้งใจไว้
2. เรื่องอนาจารผิดศีลธรรม
          ปัจจุบัน เรื่องของข้อมูลต่างๆ ที่มีเนื้อหาขัดต่อศีลธรรม ลามกอนาจาร หรือรวมถึงภาพโป๊เปลือย รวมทั้งคลิปวีดิโอต่าง ๆ เป็นที่โจ่งแจ้งบนอินเทอร์เน็ตและสิ่งเหล่านี้สามารถเข้าสู่เด็กและเยาวชน ได้ง่ายโดยผู้ปกครองไม่สามารถที่จะให้ความดูแลได้เต็มที่ เพราะว่าอินเทอร์เน็ตนั้นเป็นโลกที่ไร้พรมแดนและเปิดกว้างทำให้สื่อเหล่านี้ สามารถเผยแพร่ไปได้รวดเร็วจนเราไม่สามารถจับกุมหรือเอาผิด ผู้ที่ทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้
3. ไวรัส ม้าโทรจัน
           -     ไวรัส เป็นโปรแกรมอิสระ ซึ่งจะสืบพันธ์โดยการจำลองตัวเองให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะทำลายข้อมูล หรืออาจทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้าลงโดยการแอบใช้สอยหน่วยความจำหรือ พื้นที่ว่างบนดิสก์โดยพลการ
          -     ม้าโทรจัน เป็นตำนานนักรบที่ซ่อนตัวอยู่ในม้าไม้แล้วแอบเข้าไปในเมืองจนกระทั่งยึด เมืองได้สำเร็จ โปรแกรมนี้จะทำหน้าที่ไม่พึงประสงค์มันจะซ่อนตัวอยู่ในโปรแกรมที่ไม่ได้รับ อนุญาต มันมักจะทำในสิ่งที่เราไม่ต้องการและสิ่งที่มันทำนั้นไม่มีความจำเป็นต่อเรา ด้วย
          -     หนอนอินเทอร์เน็ต ถูกสร้างขึ้นโดย Robert Morris, Jr. จนดังกระฉ่อนไปทั่วโลก มันคือโปรแกรมที่จะแพร่พันธ์โดยการจำลองตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ จากระบบหนึ่งครอบครองทรัพยากรและทำให้ระบบช้าลง

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

อินเตอร์เน็ตกับการเรียนรู้ของเยาวชนไทย

อินเทอร์เน็ตกับการเสริมสร้างการเรียนรู้ของเยาวชนไทย

อินเทอร์เน็ตกับการเสริมสร้างการเรียนรู้ของเยาวชนไทย      

อิน เทอร์เน็ตเครือข่ายออนไลน์แห่งโลกอิเล็กทรอนิกส์ดิจิตอล เครือข่ายดังกล่าวเป็นช่องทางสำคัญช่องทางหนึ่งในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร มาพัฒนากิจกรรมของมนุษยชาติ ที่เกี่ยวกับ สังคม เศรษฐกิจ  การเมือง และการศึกษา โดยเฉพาะกับการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะทุกความก้าวหน้า ของเทคโนโลยี คือความก้าวหน้าของการศึกษา และการศึกษาก็สร้างโลกล้ำสมัยในยุคต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น และยุคสมัยนั้นเองที่ทำให้มวลมนุษย์ในโลกใบนี้มีความใกล้ชิดกันอย่างชนิดไร้ ซึ่งพรมแดน ถึงแม้จะอยู่กันคนละมุมโลกก็ตาม'
นักการ ศึกษามากมายในยุคโลกแห่งอิเล็กทรอนิกส์ดิจิตอล ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า อินเทอร์เน็ต ว่าหมายถึง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในรูปแบบหนึ่ง ที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่างองค์กรทางการศึกษาและหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วโลก ที่นำเครือข่ายคอมพิวเตอร์ย่อย ๆ ของตน มาเชื่อมต่อเพื่อสื่อสารกันในกลุ่ม  กระทั่งปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศระบบอินเทอร์เน็ตมาช่วยในการ สร้างความรู้และเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ เพื่อลดช่องว่างและระยะเวลา ในการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ และสืบค้นหาความรู้ต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองจากเครือข่ายดังกล่าว  คลังความรู้ซึ่งถูกสร้างและจัดเก็บอยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถจัดเก็บได้ในปริมาณมากมายมหาศาลกว่าบรรดาสื่ออื่น ๆ ทั้งหมดที่มีการจัดสร้างขึ้น อีกทั้งอินเทอร์เน็ตยังเป็นเครือข่ายที่มี  การเผยแพร่ข้อมูลระดับโลกที่มีราคาถูกที่สุด (กรภัทร์  สุทธิดารา,ไม่ระบุปีที่พิมพ์,137 ) โดยผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยได้อย่าง ถูกต้อง แม่นยำ รวมไปถึงการเป็นเครือข่ายแห่งการเรียนรู้  ที่สนับสนุนการเรียนการสอนซึ่งเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (CHILD CENTER LEARNING) ได้เป็นอย่างดี  รวมทั้งตอบสนองผู้เรียนที่ชื่นชอบการ คิดค้น โดยการสร้างความรู้และความเข้าใจ  ใหม่ ๆ  ได้ด้วยตนเอง สามารถเชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ให้เข้ากับชีวิตจริง และทำให้การเรียนรู้ของเด็กเป็นไปอย่างต่อเนื่อง  ฉะนั้นบทบาทการเรียนรู้ในอนาคตคงจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบอินเทอร์เน็ตมาก ขึ้น การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องได้รับการศึกษา
อิน เทอร์เน็ต จึงเป็นโลกเสมือนของระบบการจัดการในศาสตร์แขนงต่าง ๆ ที่มีองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นจำนวนมาก เข้ามาจับจองพื้นที่นำเสนอระบบของตน โดยเฉพาะกับระบบการจัดการศึกษา ซึ่งมีปริมาณมากมายมหาศาลบนโลกออนไลน์ ที่ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ให้กับเยาวชนของชาติ  ซึ่งล้วนแต่มีประโยชน์แตกต่างกันไปในแต่ละระบบของผู้คิดค้น กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้รับผิดชอบการจัดการศึกษาในภาพรวมของชาติ โดยองค์กรหนึ่งของรัฐที่ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาใช้  สร้างเสริมการเรียนรู้อย่างสมบูรณ์แบบให้กับเยาวชนไทย โดยระบบที่มีประสิทธิภาพและใช้อยู่  ในขณะนี้ ไดแก่  ระบบการบริหารการเรียนการสอน LMS  ระบบดังกล่าวได้รับการตอบรับ  เป็นอย่างดี จากสถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งภาครัฐและเอกชนในปัจจุบัน
 ระบบ บริหารการเรียนการสอน (LEARNING MANAGEMENT SYSTEM : LMS) เป็นระบบที่อำนวยความสะดวกให้แก่ นักเรียน ครู ผู้ปกครอง และผู้บริหารการศึกษา โดยใช้เทคโนโลยีที่เข้าถึงพฤติกรรมของคนไทย ให้สามารถนำไปใช้จัดระบบการลงทะเบียน แสดงผลการเรียน การสร้าง การจัดเก็บและเผยแพร่สื่อการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้โดยง่าย อีกทั้งมุ่งเน้นให้เป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูล บทเรียนและเสริมสร้างการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียนในสถานศึกษา และหน่วยงานการจัดการฝึกอบรม เทคโนโลยีที่ใช้ในระบบดังกล่าวเรียกว่า  EDUCATION SPHERE LEARNING MODEL

ระบบ บริหารการเรียนการสอนLMS เป็นระบบที่กระทรวงศึกษาธิการได้จัดเตรียมไว้สำหรับการเรียนการสอน ซึ่งก็ประกอบไปด้วย ระบบบริหารจัดการหลักสูตร  ระบบบริหารการสร้างและจัดการเนื้อหา ระบบบริหารการเรียนการสอนผ่านห้องเรียนเสมือน ระบบติดตามประเมินผล  ระบบการสร้างปฏิสัมพันธ์ในการเรียนรู้   ทั้งนี้สามารถสรุปแยกย่อยแต่องค์ประกอบของระบบที่เรียกว่า EDUCATION SPHERE LEARNING MODEL ได้ดังนี้(ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร,ระบบบริหารการเรียนการสอน, อ้างอิงในแผ่นพับ)
1. MESSAGE BOARD ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในรายวิชาเดียวกัน แต่เป็นการสื่อสารแบบ ASYNCHRONOUS  ซึ่งแต่ละคนไม่จำเป็นต้อง ONLINE พร้อมกัน แต่จะเป็นลักษณะกระดานข่าว ที่แต่ละคนสามารถ POST ข้อความ ซึ่งเรียกกันว่ากระทู้ โดยเพื่อนในชั้นเรียน และผู้สอน สามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมในกระทู้นั้น หรือตั้งกระทู้ใหม่ลงในกระดานข่าวได้
2. LIVE BOARDCAST ทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าได้เรียนกับผู้สอนจริง โดยการถ่ายทอดสด ช่วยให้ได้รับฟังเนื้อหา และเห็นภาพผู้สอนเหมือนฟังบรรยายในห้องเรียน สามารถบันทึกไว้ศึกษาทบทวนได้ในรูปแบบวิดิโอออนดีมานด์
3. FAQS เป็น การประมวลคำถามที่มักเกิดขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนสามารถค้นหาคำ ตอบอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องคอยให้ผู้สอนตอบคำถาม ผู้สอนสามารถเขียนคำถามและตอบคำถามไว้ในระบบได้ด้วยตนเอง
4. DOCUMENTS ผู้เรียนสามารถได้เรียกดูข้อมูลที่ผู้สอนเตรียมไว้ให้แก่ผู้เรียน พร้อม ๆกับบทเรียนที่ผู้เรียนได้เรียนผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์
5. VDO CONFERENCE เป็นเครื่องมือที่ทำให้ทั้งผู้เรียนและผู้สอน เรียนรู้ ติดต่อสื่อสาร และโต้ตอบกัน เหมือนได้นั่งเรียนอยู่ในห้องเดียวกัน
6. CHAT เครื่องมือสำหรับสื่อสารแบบ REAL TIME ใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ปรึกษา หารือ เหมือนนั่งสนทนาอยู่ในห้องเดียวกัน
7.  URL LINK ช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็ว
จาก เครื่องมือดังกล่าวข้างต้น ล้วนเป็นเครื่องมือที่สามารถอำนวยความสะดวก และเอื้อต่อการเรียนรู้ในห้องเรียนที่สามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนความรู้ ระหว่างผู้สอนกับผู้สอน ผู้สอนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับผู้เรียนด้วยกัน เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองอีกด้วย ซึ่งทำให้ผู้เรียนไม่รู้สึกว่ากำลังเรียนกับคอมพิวเตอร์เพียงลำพัง แต่จะรู้สึกว่าตนได้อยู่ในชุมชนการเรียนรู้ที่มีทั้งผู้สอนและเพื่อนร่วม ชั้นเรียนในรูปแบบออนไลน์อีกด้วย(ระบบบริหารการเรียนการสอน, อ้างอิงในแผ่นพับของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  กระทรวงศึกษาธิการ)
การออกแบบการสอนผ่านระบบเครือข่าย INTERNET  ด้วยโปรแกรมจัดการระบบ (LEARNING MANAGEMENT SYSTEM: MOE LMS) เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการบริหารจัดการเรียนการสอนแบบ E-LEARNING เพื่อแสดงให้เห็นว่า LMS สามารถจัดการลงทะเบียนเข้ามาเรียน และวัดผล ประเมินผลการเรียนได้ มีการตรวจให้คะแนนผลการเรียน และตอบสนองต่อผู้ใช้ รวมทั้งการตรวจสอบจำนวนผู้เรียนที่เข้ามาเรียนในระบบนี้  ซึ่งนอกจากจะต้องรู้จักโปรแกรมที่จัดการ (LMS) ใน E-LEARNING แล้ว ยังต้องมีเนื้อหาสาระต่าง ๆ ที่ให้ผู้เรียนใช้ในการเรียนรู้ นั่นคือ DIGITAL CONTENT ซึ่งเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ในรูปของอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วยจุดประสงค์การเรียนรู้ แบบทดสอบ ก่อน-หลังเรียน เนื้อหาสาระความรู้ สื่อประกอบการสอนและการวัดและประเมินผล  การเรียน ซึ่งครูจะได้รับการอบรมให้มีความรู้ ทักษะการใช้ LMS ที่เป็นการจัดการระบบและได้ฝึกสร้างเนื้อหาบทเรียนเพื่อนำไปใช้ทดลองสอนกับ นักเรียน

ผล งานที่ปรากฏกับครู กล่าวคือ ครูสามารถออกแบบการสอนและสร้างเนื้อหาบทเรียน ONLINE ที่ใช้ ICT และสร้างสื่อในระบบการเรียนการสอนแบบ E-LEARNING ได้ ครูมีความรู้ ความเข้าใจและจัดการเรียนรู้ ในระบบการเรียนการสอนแบบ E-LEARNING ครูสามารถติดตามผลความก้าวหน้าในการเรียนรู้แบบ ONLINE  ได้
ผล งานที่ปรากฏกับนักเรียน ได้แก่ นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกคนทุกที่ และทุกเวลาและทั้งในลักษณะการเรียนเสริม และเรียนซ้ำในส่วนที่ยังไม่เข้าใจได้ด้วยตนเองผลงานที่ปรากฏกับโรงเรียน ได้แก่  โรงเรียนมีการประยุกต์ E-LEARNING เพื่อให้บริการผู้เรียนได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือที่ใด โรงเรียนมีแหล่งเรียนรู้และสื่อการสอนที่สร้างอย่างเป็นระบบ(สำนักงานคณะ กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,2549:14-15)
การ ใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อการศึกษาจึงมีความหมายครอบคลุมกิจกรรมด้านการศึกษาที่ถูกวางรูปแบบ โดยครูผู้ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต  เป้าหมายหลักของการศึกษาที่ควรคำนึงถึงก็คือ  ครูต้องสร้างกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระดับผู้เรียน  การเสริมทักษะและความรู้ให้กับครูผู้สอนจะช่วยให้การเรียนการสอน มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการกำหนดเป้าหมายการศึกษาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นสำคัญ ทั้งนี้เพื่อให้การแก้ปัญหาและการเรียนรู้ของเด็กไทย เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง  การปรับปรุงการเรียนการสอนให้เข้ากับยุคสมัยจึงเป็นสิ่งสำคัญและจากการที่ กระทรวงศึกษาธิการ ได้นำระบบบริหารการเรียนการสอน (LMS) มาใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  และเพื่อให้รูปแบบดังกล่าวประสบผลในทางปฏิบัติจึงได้ดำเนินการพัฒนาโรงเรียน รูปแบบใหม่ โดยเน้นการใช้ ICT  เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้สำหรับการเรียนการสอน ซึ่งเป้าหมายสำคัญก็คือการพัฒนาครูให้สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ ICT เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นผู้คิด ผู้สร้าง ผู้ผลิตชิ้นงานที่เกิดจากการเรียนรู้  และครูสามารถนำ ICT ไปใช้บูรณาการในการจัดการเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคซันนิสม์ (CONSTRUCTIONISM)  ที่เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,2549:3)

การ เสริมสร้างการเรียนรู้ของเยาวชนไทยในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) ในความคิดของผู้เขียน นับเป็นสิ่งท้าทายในการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะการพัฒนาเยาวชนไทยให้มีความรู้ ความสามารถ มีสติปัญญาทัดเทียมกับนานาประเทศโดยเลือกเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์ ใช้ในการเรียนการสอนเป็นเรื่องยากที่สามารถทำได้ และในขณะเดียวกันก็สามารถพัฒนาความรู้ด้าน ICT ให้กับครูและอาจารย์ได้ด้วย นอกจากนั้นในการพัฒนาหลักสูตรและสร้างสื่อการเรียนการสอนด้วย ICT ก็เป็นสิ่งที่วงการการศึกษาให้ความสนใจและสนับสนุนให้มีการพัฒนาได้ อย่างกว้างขวางออกไป  ฉะนั้นประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตที่นำมาใช้ในวงการการศึกษาจึงมีมากมายมหาศาล  ทำให้การแสวงหา ความรู้ของเด็กไทยจะไม่ถูกปิดกั้นเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา  วิถีแห่งการเรียนรู้ของเด็กจึงไม่มีที่สิ้นสุด เด็กจะสามารถสั่งสมความรู้นั้นไปได้ตลอดชีวิต เด็ก ๆ จะได้รับประสบการณ์ตรงเสมือนและมีความรู้ที่ถาวร คงทน ซึ่งจะนำพาเยาวชนไทยก้าวไปสู่ระดับสากล เป็นเด็กเก่ง เด็กฉลาดของประเทศ และสร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติของเราสืบต่อไป แต่ปัญหาที่ก้าวตามมากับการจัดระบบดังกล่าวข้างต้น ก็คือ การก้าวตามเทคโนโลยีล้ำยุคอย่างไม่หยุดยั้ง อันเป็นผลมาจากความไม่พร้อมของบุคลากรในชาติ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ผู้เกี่ยวข้องจะต้องเร่งแก้ไขโดยระบุปัญหาดังกล่าวให้ เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งคนไทยทุกคนจะต้องได้รับการพัฒนาที่เท่าเทียมกัน ถึงจะทำให้เยาวชนของเราก้าวทันนานาประเทศได้ ท่านเห็นด้วยหรือไม่

ภัยมืดจากสื่อ "อินเตอร์เน็ต" กับปัญหาทางสังคม

ภัยมืดจากสื่อ "อินเตอร์เน็ต" กับปัญหาทางสังคม



 
 
เริ่ม -- -- ---- ถึง -- -- ----
 
อินเตอร์ เน็ต” ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนเรา ทั้งเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ หรือแม้แต่ผู้ที่อยู่ในสถานะนักเรียน นักศึกษา ที่ประสงค์จะต้องใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการท่องโลกในอินเตอร์เน็ต หาความรู้ใหม่ๆ หรือความบันเทิงตามประสาของผู้ที่มีความ “อยากรู้” ทั้งหลายถือเป็นการ ศึกษา ต่อยอดความรู้เดิมที่ตนมีอยู่ หรือจะเพื่อดูหนัง ฟังเพลง สันทนาการพักผ่อนหย่อนใจ อะไรก็แล้วแต่ นับวันผู้คนในสังคมที่มีความรู้ความสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเล่น อินเตอร์เน็ตดังกล่าวจะมีจำนวนเพิ่มมาก ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะสังเกตได้จากจำนวนร้านให้บริการอินเตอร์เน็ตที่เปิดให้บริการกันอย่าง มากมาย เกือบจะทุกท้องถนนซอกซอยในกรุงเทพ มหานครและเมืองใหญ่ทั่วไป

  แต่ภัยจากการใช้อินเตอร์เน็ตที่เป็นภัยอย่าง ร้ายต่อสังคม และมีผลกระทบต่อความรู้สึกอย่างมากเรื่องหนึ่ง ก็คือ ปัญหาการล่อลวงทางอินเตอร์เน็ต จากการ chat ห้องสนทนา หรือ โดยใช้โปรแกรมสนทนาของเว็บไซต์ชื่อดัง เพื่อ chat หรือพูดคุยผ่านระบบเครือ ข่ายอินเตอร์เน็ต หรือการล่อลวงหญิงสาวจากเว็บไซต์จับหาคู่ ซึ่งมีอยู่ มากมายหลายเว็บไซต์ ซึ่งบางเว็บของต่างประเทศ เช่น เว็บที่มีชื่อเหมือนไม้ขีดไฟ มีทั้งชายและหญิงไทยจำนวนมาก โพสรูปลงในอินเตอร์ เน็ตจะด้วยตนเอง หรือคนอื่นโพสให้ก็แล้วแต่ ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัว อยากให้ทุกมหาวิทยาลัย

  การใช้กฎหมายเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาการล่อลวงทางอินเตอร์เน็ต จะสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหนนั้น เป็นประเด็นที่ประสงค์จะแลก เปลี่ยนทัศนคติกับผู้อ่านและสังคม เพื่อที่คนทุกเพศ จะได้ตระหนักถึงภัยร้ายของสังคมในลักษณะเช่นนี้ จากสถิติการข่มขืนเพียงช่วงระยะเวลา 8 ปี ระหว่างปี 2540- 2547 มีจำนวนคดีที่มากถึง 5,052 คดี อ้างอิงสถิติจากสำนักงานตำรวจแห่ง ชาติ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วตามรายงาน ดังกล่าวช่วงอายุของเหยื่อจะอยู่ระหว่าง 20-30 ปี (อ้างอิงจากหนัง สือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 25 พฤษภา- คม 2548 หน้า 14) ซึ่งสถิติการล่อ ลวงทางอินเตอร์เน็ตเพื่อไปข่มขืนก็น่าที่จะถูกนำมารวมเป็นตัวเลขสถิติการ กระทำผิดในลักษณะที่กล่าวมานี้ด้วย

 ในส่วนของกฎหมายที่น่าจะนำมา ใช้ลงโทษแก่ผู้กระทำผิดที่เข้ามาล่อลวงผู้เสียหายทางอินเตอร์เน็ต เพื่อไปข่มขืนกระทำชำเรา จะขอกล่าว ถึงเพียงเฉพาะตามประมวลกฎหมาย อาญา ลักษณะ 9 ความผิดเกี่ยวกับเพศจะแบ่งออกเป็น 6 ฐานใหญ่ๆ คือ

 1. ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา

2. ความผิดฐานกระทำอนาจาร

3. ความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งเด็ก หญิงหรือหญิง

4. ความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร

5. ความผิดฐานดำรงชีพจากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณี

6. ความผิดฐานค้า หรือทำให้แพร่หลาย ซึ่งวัตถุหรือสิ่งของลามก

  ความผิดฐานสำคัญที่สามารถนำมาปรับใช้กับการกระทำผิดกรณีล่อลวงทางอินเตอร์ เน็ต น่าจะอยู่ที่ข้อ 1 และ 2 โดยที่ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน กับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี
 ส่วนความ ผิดฐานกระทำอนาจาร ก็แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงหนึ่งในกฎหมาย ซึ่งก็ยังมีกฎหมายฉบับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความผิดเกี่ยวกับเพศด้วย จากข้อเท็จจริงที่ผ่านมาจะเห็นว่า หลายคดีที่เกิดขึ้นจากการล่อลวง ทางอินเตอร์เน็ต ผู้เสียหายมักถูกล่อลวงด้วยการให้เกิดความรู้สึกสนิท สนมผ่านทางการ chat ด้วยโปรแกรม สนทนาหรือการสนทนาโต้ตอบกัน ทาง e-mail จนกระทั่งทำให้เกิดความรู้สึกถึงการอยากไปพบอยากเจอ เพื่อนใหม่คนนั้น การนัดหมายเจอกันตามสถานที่ต่างๆ จึงตามมาด้วยการลงเอยจากการถูกกระทำในสิ่งที่ไม่สมควร ไม่ว่าจะเป็นการข่มขืนกระทำชำเรา หรืออนาจาร ซึ่งตามข่าวส่วนใหญ่จะเป็นในวันที่นัดเจอกันนั่นเอง การดำเนินคดีตามกฎหมายภายหลังเกิดเหตุ ถ้าเป็นในกรณีการล่อลวงที่เกิดขึ้นผู้ใหญ่ที่บรรลุนิติ ภาวะ ถ้าเกิดการยอมความกันได้ ก็คงจะแล้วไป แต่กรณีของเด็กหรือเยาวชน อาจจะยอมความไม่ได้ ซึ่งก็ต้องมาดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นประกอบกับข้อกฎหมายแต่ละคดีไป

เมื่อ เกิดเหตุการณ์การล่อลวงทางอินเตอร์เน็ตจนนำไปสู่การข่มขืน หรืออนาจาร หรือร้ายแรงจนกระทั่งเสียชีวิตเกิดขึ้นด้วย หรือไม่ก็ตามจากการสนทนาผ่านโปรแกรมสนทนา ของเว็บไซต์ชื่อดัง หรือจะโดย e-mail มักจะมีคำถามจากบางท่านในสังคมที่กล่าวถึงกฎหมายว่า มีกฎหมายที่เข้ามาจัดการกับคนไม่ดี หรือมารร้าย สังคมเหล่านี้หรือไม่ หรือกฎหมายที่มีขณะนี้ยังมีบทลงโทษเบาเกินไปแก่ผู้กระทำผิด หรือกฎหมายไม่ทันสมัย และอื่นๆ ตามความรู้สึกนึกคิด หรือทัศนคติมุมมองของแต่ละท่าน

แต่สำหรับบทความนี้ อยากจะสะท้อนมุมมองความคิดอีกด้านหนึ่งให้สังคมคิดเห็นกันว่า ปัญหาภัยสังคม ที่เกิดจากบุคคลบางคนที่อาศัยเทคโนโลยี เพื่อแสวงความต้องการที่ไม่ถูกต้อง แก่ตน เช่นกรณีการล่อลวงทางอิน เตอร์เน็ตนี้ อาจจะไม่สามารถแก้ไข ปัญหาได้ด้วยกฎหมายแต่เพียง อย่างเดียว เพราะเราไม่สามารถออก กฎหมายห้ามคนใช้อินเตอร์เน็ตได้ เช่นเดียวกับการห้ามคนไม่ดีใช้อินเตอร์เน็ต กฎหมายเป็นบทลงโทษที่นำมาใช้ลงโทษผู้กระทำผิด หรือสามารถปรามการกระทำความผิดได้โดยการเพิ่มบทลงโทษอย่างรุนแรงแก่ผู้กระทำ ผิด เพราะคนไม่ดีในสังคมทุกวันนี้

บางคนรู้กฎหมาย แต่ จิตสำนึกหรือวุฒิภาวะของคนแต่ละคนไม่เท่ากันในเรื่องของคุณความดี ความผิด ความถูก การสร้างจิตสำนึก และความรู้สึกดีงาม จึงน่าจะเป็นเรื่อง สำคัญมาก่อนเป็นลำดับแรก สำหรับฝ่ายที่อาจถูกกระทำ ซึ่งอาจเกิดได้กับคนทุกเพศและทุกวัยโดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษา สังคมไทยเราทุกวันนี้ หลายคนจะมีความเครียดจากการเรียน ในกรณีของเด็กหรือเยาวชน ความเครียดจากการทำงานในกรณีของผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นชายและหญิง บางครั้งการคลายเครียดด้วยการได้พูดคุยกับคนที่ไม่เห็นหน้า หรือบางครั้งได้ ยินแต่เสียง และเขาคนนั้นสามารถทำให้เรามีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิต มีความรู้สึกดีๆ มีความคาดหวัง มีความใฝ่ฝัน

 ซึ่งสิ่งที่กล่าวมานี้เกิดขึ้นได้กับ คนทุกคนที่ใช้อินเตอร์เน็ต โดยการ chat เพื่อหาเพื่อนใหม่ หาคน ที่เข้าใจเรา หรือหาคนที่เข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายในชีวิต หรือบาง คนที่ต้องการหาคู่ครองที่อยู่ในอุดม คติของตัวเอง บางท่านคิดไกลไปถึงคู่ครองที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งกรณีนี้อาจเป็นเหตุผลความชอบส่วนตัว เหตุต่างๆ เหล่านี้ จะไม่สามารถก่อให้ เกิดปัญหาการล่อลวงทางอินเตอร์เน็ต ตามมาได้เลย ถ้าคนที่เข้าไป Chat มีจิตใจที่เข้มแข็ง มิได้อยู่ในสภาวะที่อ่อนไหวในขณะนั้น และฝ่ายที่อาจถูกกระทำเพียงต้องการ chat เพื่อหาเพื่อนใหม่ หรือฝึกภาษาจริงๆ เช่น นั้น ก็ไม่น่าจะมีปัญหาแต่ประการใด ปัญหาการล่อลวงทางอินเตอร์เน็ตในส่วนของผู้ที่อาจถูกกระทำ

 จึงน่า สามารถแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้จากตัวของแต่ละท่านนั่นเอง ผู้ไม่ประสงค์ดี จะคนไทยหรือคนต่างชาติก็มักจะคาดเดาได้ถึงอารมณ์ ความเหงา ความฝันที่ต้องการค้นหาจากชายหนุ่ม ความต้องการเหล่านี้คือจุดที่นำมาใช้ในการล่อลวงฝ่ายที่อาจถูกกระทำหรือผู้ เสียหายนั่นเอง และอาจเป็นเพราะผู้หญิงส่วนใหญ่จะมอง โลกในแง่ดี การล่อลวงจึงทำได้ง่าย การ chat ในอินเตอร์เน็ต เป็นการ สนทนาสื่อสารโดยตัวหนังสือเท่านั้น อากัปกิริยาไม่ได้เห็นผู้ไม่ประสงค์ดี

จึง สามารถเป็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ ตามที่คู่สนทนาอีกฝ่ายจินตนาการหรือ อยากให้เป็น อินเตอร์เน็ตจึงเป็นเพียง สังคมสมมติ เป็นโลกเสมือนจริง ที่ทุกคนสามารถสร้างตัวตนให้ดีเลิเพียงใดก็ได้ อีกทั้งข้อมูลในอินเตอร์เน็ต เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถยืนยันความถูกต้องได้ ฉะนั้นพระเอกในโลก อินเตอร์เน็ตอาจจะเป็นซาตานในโลกแห่งความจริงก็ได้

   ท้ายที่สุดนี้ แม้ปัญหาการ ล่อลวงทางอินเตอร์เน็ตเพื่อไปข่มขืนกระทำชำเรา หรืออนาจารจะ เป็นเพียงหนึ่งในคดีความอาญาหลายเรื่องๆ ที่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย แต่ปัญหาในลักษณะเช่นนี้ก็ไม่ ควรเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือหวน กลับมาเกิดขึ้นอีก กฎหมายไม่สามารถแก้ปัญหาให้คนคิดเลิก ทำชั่วหรือป้องกันปัญหาได้อย่าง 100% แต่พวกเราทุกคนสามารถเริ่มป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้ที่อาจถูกกระทำ ได้เข้าใจ และป้องกันตัวเองได้จากภัยสังคมที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับท่าน

ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต

 ทำไมต้องอินเตอร์เน็ต ?   . . . . ในสังคมยุคข่าวสารข้อมูลดังเช่นทุกวันนี้ การสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ ถูกพัฒนาขึ้น ให้คนเราสื่อสารถึงกันง่ายที่สุดและสะดวกที่สุด การสื่อสารถึงกันด้วยคำพูด ผ่านทางโทรศัพท์ เช่นในอดีต ย่อมไม่เพียงพออีกต่อไป เราต้องการมากกว่านั้น เช่น ภาพ, เสียงและข้อความที่เป็นตัวอักษร รวมทั้งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ซึ่งอินเตอร์เน็ต เข้ามาตอบสนองเราได้ ในจุดนี้
 . . . . เมื่อเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เราสามารถติดต่อกับเพื่อน ของเรา ในสหรัฐอเมริกา ผ่านอิเล็กทรอนิกส์เมล์, ข้ามไปค้นหาข้อมูลที่ยุโรป แล้วก๊อปปี้ไฟล์ ไปที่ออสเตรเลีย ได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้าน หรือที่ทำงานเรา โดยใช้เวลาทั้งหมด เพียงไม่กี่นาที ความสะดวกสบาย และมีประสิทธิภาพเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ไม่เคยได้ทำมาก่อน นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายของการใช้งาน ก็นับว่าถูกกว่าที่อื่น เมื่อเทียบกับการติดต่อ ทางโทรศัพท์, การส่งโทรสาร และการส่งข้อมูล ผ่านโมเด็มโดยตรง กับปลายทางแล้ว การใช้งานผ่านทางอินเตอร์เน็ต มีค่าใช่จ่ายถูกกว่าหลายเท่า นี่เป็นเหตุผลหลักที่ว่า ทำไม่เราต้องใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งนับเป็นการปฏิวัติ สังคม ข่าวสาร ครั้งใหญ่ที่สุด ในยุคของเรา
 . . . . การสื่อสารผ่านทางอินเตอร์เน็ตนั้น มีความคล่องตัวเช่นเดียวกับ การใช้โทรสาร คือ ถ้ามีบริการโทรศัพท์เข้าไปถึง เราก็สามารถใช้คอมพิวเตอร์ กับโมเด็ม ติดต่อเข้ากับ เครือข่ายอินเตอร์เน็ต ได้เสมอ อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเปรียบเทียบการใช้งาน อินเตอร์เน็ต กับการบริการต่าง ๆ ในประเทศ เช่น โทรสาร, การส่งข้อมูลผ่านทางโมเด็ม อินเตอร์เน็ต อาจไม่เหมาะ หรืออาจมีค่าใช้จ่ายไม่ถูกกว่าบริการเหล่านั้น แต่ถ้ามองถึงความสามารถ ที่เพิ่มขึ้น ในแง่การติดต่อสื่อสารข้อมูลหลายรูปแบบเช่น ตัวอักษร , ภาพ และข้อมูล คอมพิวเตอร์ รวมทั้งการติดต่อ ไปยังเครือข่ายในต่างประเทศแล้ว การใช้บริการผ่าน อินเตอร์เน็ต จะมีข้อได้เปรียบมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด และมีราคาสูงมาก